การสร้างสัมพันธภาพและบรรยากาศที่อบอุ่นในครอบครัว

ครอบครัว เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมที่มีส่วนเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับบุคคล กล่าวคือ ถ้าสมาชิกในครอบครัวมีความรัก ความเข้าใจซึ่งกันละกัน เอื้ออาทร ห่วงใยดูแล   ซึ่งกันและกัน ก็จะส่งผลให้ครอบครัวมีความสุขและปลูกฝังบุคลิกภาพที่ดีให้กับสมาชิกในครอบครัวได้ แต่ในขณะเดียวกันถ้าสมาชิกในครอบครัวทะละวิวาทกัน มีความขัดแย้ง ไม่เข้าใจกัน ครอบครัวก็จะไม่มีความสุข และอาจส่งผลให้เด็กก้าวร้าว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและไม่สามารถปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่นได้
ลักษณะของครอบครัวที่อบอุ่น
ครอบครัวที่อบอุ่นเป็นครอบครัวที่มีความสุขมีความพอใจในครอบครัวตนเอง ซึ่งมีลักษณะดังนี้
1. หัวหน้าครอบครัวมีความรักความเข้าใจในสมาชิก มีความเมตตา เอื้อเฟื้อ เสียสละให้อภัยและเอื้ออาทรต่อสมาชิกในครอบครัวทุกคน ไม่ลงโทษต่อสมาชิกในครอบครัวโดยวิธีที่รุนแรงไม่แสดงกิริยาข่มขู่ หรือทำให้บุคคลในครอบครัวอับอาย
2. หัวหน้าครอบครัวไม่ลำเอียงในการเลี้ยงดู ให้ความรักความสำคัญกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เช่น ไม่ลำเอียงรักลูกคนเล็กมากที่สุดไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่แสดงกิริยารักเฉพาะบุตรตนเองกับผู้อื่น รักษาดูแลสมาชิกในครอบครัวเมื่อเจ็บป่วย
3. ระบบการปกครองมีความเป็นประชาธิปไตยและมีเสรีภาพ โดยรู้จักยอมรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เช่น ไม่รื้อค้นสิ่งของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต ไม่เปิดจดหมายผู้อื่น เป็นต้น
4. สมาชิกในครอบครัวมีความรักใคร่สามัคคี ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง  หรืออาฆาตพยาบาทต่อกัน มีความเห็นอกเห็นใจกัน ให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
5. สมาชิกในครอบครัวรู้จักบทบาทหน้าที่ตนเอง มีสัมมาคารวะมีความรับผิดชอบ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกง ไม่ลักขโมย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัว
วิธีสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลในครอบครัว
สัมพันธภาพและบรรยากาศที่อบอุ่นในครอบครัวก่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยทางจิตใจที่คนในครอบครัวรู้สึกเมื่ออยู้ร่วมกัน บรรยากาศแห่งการมีสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวนั้น ทุกครอบครัวสามารถสร้างขึ้นได้โดยปฏิบัติ ดังนี้
1. ยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกคนในบ้าน
2. รักและห่วงใยรู้จักเอื้ออาทรและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
3. รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
4. ช่วยงานบ้านทุกอย่างด้วยความเต็มใจ
5. รู้จักฟังผู้อื่นพูดและยอมรับในความคิดของผู้อื่น
6. ไม่ทะเลาะวิวาทกับพี่น้องหรือบุคคลอื่นในครอบครัว รู้จักให้อภัยต่อกัน
7. ไม่เอาแต่ใจตนเอง มีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์
8. ไม่แสดงกิริยาก้าวร้าวเมื่อไม่พอใจ ใช้กิริยาวาจาที่สุภาพกับทุกคน
9. เคารพนับถือ มีสัมมาคารวะต่อพ่อแม่ผู้มีอาวุโส และญาติผู้ใหญ่ทุกคน
10. เอาใจใส่ในความเป็นอยู่ของทุกคนในครอบครัว
11. มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ เสียสละ และให้อภัย
12. สมาชิกในครอบครัวร่วมรับผิดชอบการวางแผนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของครอบครัว
การช่วยเหลือและให้บริการบุคคลในครอบครัว
การดูแลช่วยเหลือและให้บริการกับบุคคลในครอบครัว เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นระหว่างสมาชิกในครอบครัวได้ สมาชิกทุกคนต้องการปัจจัยสี่และต้องการมีสุขภาพจิตที่ดี มีความสุขและเป็นที่รักของทุกคน ดังนั้นเราควรช่วยกันดูแลบุคคลในครอบครัวเพื่อชีวิตที่เป็นสุข ดังนี้
1. การดูแลสุขภาพกาย การดูแลสุขภาพกายของสมาชิกทุกคนในครอบครัวที่ควรปฏิบัติ ดังนี้
ควรจัดอาหารหรือการประกอบอาหารที่เป็นประโยชน์ครบถ้วนตามอาหารหลัก  5  หมู่ ให้เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกายให้แก่สมาชิกในครอบครัว เพื่อช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต สมบูรณ์ แข็งแรง
ดูแลเรื่องที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขลักษณะ สะอาด ปราศจากฝุ่นละออง และมีอากาศถ่ายเทได้สะดวกหมั่นทำความสะอาด ปัดกวาด เช็ดถู
ดูแลเรื่องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ที่นอน หมอน มุ้ง ให้สะอาดและมีเพียงพอกับการใช้สอย
ดูแลช่วยเหลือสมาชิกในครอบครัวเมื่อเจ็บป่วย เช่น พาไปพบแพทย์ จัดหายาให้รับประทาน เป็นต้น
2. การดูแลสุขภาพจิต ในการดูแลสุขภาพจิจของสมาชิกในครอบครัวควรปฏิบัติ ดังนี้
ให้ความรักต่อบุคคลในตรอบครัวทุกคน เพราะความรักเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกัน ผู้ที่ขาดความรักจะรู้สึกเหงงาว้าเหว่ และจิตใจไม่มั่นคง
ให้ความร่วมมือและส่งเสริมให้บุคคลในครอบครัวได้ปฏิบัติกิจกรรมอันก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ประสบความสำเร็จ เช่น การประดิษฐ์สิ่งของ การทำขนม การหยิบจับสิ่งของต่างๆ ของเด็กเพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างบุคลิกภาพที่ดี สร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้เกิดขึ้น และเกิดความภาคภูมิใจ
รับฟังปัญหาต่างๆของคนในครอบครัว ทั้งปัญหาจากเพื่อนที่โรงเรียน ปัญหาจากครู รวมทั้งปัญหาส่วนตัวอื่นๆ และช่วยกันแก้ไขหรือให้แนวทางปฏิบัติที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวคลายจากความกังวลในปัญหานั้น สมาชิกในครอบครัวที่มีสุขภาพจิตไม่ปกติ จะสังเกตได้ เช่น เหมอลอย เศร้าซึม เก็บตัว ก้าวร้าว เป็นต้น
3. การดูแลช่วยเหลือเด็ก ในบางครอบครัวจะมีน้อง หรือมีหลานที่เป็นทารกและ เด็กวัยก่อนเรียน ซึ่งโดยปกติในบ้านของเราถ้ามีเด็กจะมีผู้ที่เป็นหลักคอยดูแลเลี้ยงดูอยู่แล้ว ส่วนตัวเราควรมีความรู้ ความเข้าใจ และช่วยดูแลตามโอกาสตามควร เพื่อแบ่งเบาภาระการเลี้ยงดูและส่งผลให้เกิดความสัพันต่อกัน เกิดความรักความอบอุ่นในครอบครัวเราควรดูแลช่วยเหลือ ดังนี้
ช่วยเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กทารกที่เปียกชื้น เปลี่ยเสื้อกางเกงหรืออุ้มในบางโอกาส และไม่ควรจูบบริเวณปากและจมูกทารก เพื่อความปลอดภัยแก่ทารก
ช่วยดูแลไม่ให้ร้องเป็นเวลานาน ถ้าเป็นเด็กทารกควรสังเกตว่าร้องไห้เพราะหิวนมหรือเปียกชื้น หรือไม่สบาย ถ้าไม่สามารถช่วยเหลือได้ ควรบอกกล่าวแก่ผู้ใหญ่ในบ้าน
พูดจาด้วยความไพเราะ อ่อนโยน ไม่เสียงดังเพราะเด็กจะรับรู้และมีความรู้สึกเช่นเดียวกับผู้ใหญ่
ในกรณีที่มีน้องหรือหลานวัยก่อนเรียนเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง ควรฟังอย่างตั้งใจ เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น และควรยกย่องชมเชยเมื่อเด็กช่วยทำงานบ้านหรืองานอื่นๆ ได้สำเร็จ
4. การดูแลช่วยเหลือคนวัยชรา คนชราในบ้านโดยทั่วไป ได้แก่ ปู่ย่า ตายาย ความชราของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน บางคนอายุมากแต่ร่างกายแข็งแรง สามารถทำกิจกรรมในบ้านได้อย่างคล่องแคล่ว แต่บางคนเฉื่อยชา หรือ เจ้าอารมณ์ จู้จี้ ขี้บ่น ต้องการลูกหลานเอาอกเอาใจ ดังนั้น เราควรดูแลช่วยเหลือ ดังนี้  
ให้ความสำคัญและความสนใจ พูดคุยอย่างสมำเสมอเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง คอยดูแลโดยไม่ใช้อารมณ์หรือแสดงกิริยาเกรี้ยงกราดเมื่อไม่พอใจ ดูแลเรื่องเสื้อผ้าเตรื่องนุ่งห่มให้สะอาดอยู่เสมอ จัดอาหารที่มีประโยชน์ให้รับประทานครบ 5 หมู่ เป็นอาหารที่ย่อยง่ายและไขมันต่ำ และน้ำดื่มที่สะอาดเพียงพอ ดูแลเรื่องที่พักผ่อนหลับนอนให้ถูกสุขลักษณะ อากาศถ่ายเทได้สะดวก หาโอกาสหรือวิธีการให้ท่านได้เดิน หรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อการมีสุขภาพที่แข็งแรง
5. การดูแลผู้ป่วยในบ้าน เมื่อมีสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วย เราต้องช่วยกันดูแลและหาทางรักษาให้หายเร็วที่สุด ดังนี้
ในกรณีที่เจ็บป่วยและช่วยเหลือตัวเองได้ จัดหาเครื่องใช้หรือสิ่งจำเป็นให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกสบาย เช่น เก้าอี้ ผ้าห่ม ยาดม น้ำดื่ม เป็นต้น
สอบถามอาการหรือพูดคุยกับผู้ป่วยบ่อยๆ เพื่อทำให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกอบอุ่นไม่ถูกทอดทิ้ง
หาวิธีให้ผู้ป่วยเกิดความเพลิดเพลิน เช่น จัดหาหนังสือไว้ให้อ่าน หรือมีวิทยุ โทรทัศน์ ไว้ดู เป็นต้น
พาไปพบแพทย์ในกรณีที่เจ็บป่วยมากต้องให้แพทย์ช่วยเหลือ
ช่วยดูแลให้ผู้ป่วยได้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง
จัดอาหารให้ผู้ป่วยได้รับประทานตามที่แพทย์อนุญาตหรือให้เหมาะสม เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะอาหารควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด
จัดที่พักผ่อนให้ผู้ป่วยได้อยู่ในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก และไม่ถูกรบกวนจากเสียงเด็ก หรือเสียงอื่นๆที่ทำให้รำคาญใจ
6 หลักการอยู่ร่วมกันในครอบครัว
ครอบครัวจะอยู่อย่างสงบสุข สมาชิกในครอบครัวจะต้องรู้จักหน้าที่ ปฏิบัติต่อกันอย่างเหมาะสมและยึดหลักในการอยู่ร่วมกันดังต่อไปนี้
1. มีความรัก ความห่วงใย เมตตากรุณาต่อกันด้วยความจริงใจ และคอยดูแลทุกข์สุขของคนในครอบครัว
2. มีน้ำใจต่อกัน รู้จักช่วยเหลือกัน มีการให้การรับตามความเหมาะสม
3. มีความเกรงใจกัน เคารพในสิทธิส่วนบุคคล รู้จักกาลเทศะ
4. รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกทุกคนในบ้าน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกันเสนอแนะแนวทางแก้ไขด้วยความจริงใจ
5. มีความยุติธรรม ไม่ลำเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง ต้องปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
6. มีสัมมาคารวะแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ที่มีอายุมากกว่า มีความรู้สูงกว่าควรเคารพอย่างเหมาะสมตามฐานะของบุคคลนั้นๆ
7. รู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน โดยปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทั้งหน้าที่ภายในครอบครัวและหน้าที่การงาน ด้วยความขยัน ซื่อสัตย์ และอดทน

การทำความสะอาดบ้าน

มีวิธีการทำความสะอาดดังนี้
1. เพดานบ้าน มักจะมีหยากไย่เกาะ  ควรใช้ไม้กวาดอ่อนที่สะอาดสำหรับกวาดเพดานโดยเฉพาะและกวาดทันที่ที่เห็น
2. ฝาผนังบ้าน ถ้าฝาผนังเป็นไม้กระดาน  ต้องหมั่นทำความสะอาด  โดยเฉพาะตรงรอยกระดานที่ซ้อนกัน  ฝุ่นละอองจะเกาะอยู่มากต้องใช้ผ้าสะอาดและนุ่มเช็ดฝุ่นเบาๆ  แล้วใช้ผ้าสะอาดชุ่มน้ำหมาด ๆ  เช็ดให้ทั่วอีกครั้ง
3. พื้นบ้าน การทำความสะอาดพื้นบ้าน  ต้องทำตามลำดับขั้น  คือ  กวาดฝุ่นละอองเสียก่อนแล้วจึงถู
3.1 การกวาดพื้นบ้านควรปฏิบัติดังนี้
1. กวาดฝุ่นละอองจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเสียก่อน  โดยใช้ไม้กวาดขนไก่หรือผ้านุ่ม ๆ  เช็ดฝุ่นละอองตามโต๊ะและเก้าอี้ก่อนที่จะกวาดพื้น
2. กดปลายไม้กวาดแนบกับพื้นให้มากที่สุด
3. กวาดออกจากตัวและกวาดออกไปให้สุดช่วงแขน ไม่ยกไม้กวาดสูงเกินไป
4. ไม่สะบัดปลายไม้กวาดเพราะฝุ่นจะฟุ้ง
5. กวาดฝุ่นละอองลงในที่ตักผง  แล้วนำไปทิ้งในที่รองรับหรือถัวขยะซึ่งมีประจำบ้าน
3.2 การถูบ้าน  ควรปฏิบัติดังนี้
1. ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าถูบ้านชุบน้ำหมาดๆ  ถูพื้นบ้านหลังจากกวาดแล้ว
2. ถ้าใช้ผ้าขี้ริ้วต้องแผ่ผ้าออกให้กว้างแบน  เพื่อจะได้เนื้อที่ในการถูกว้างขึ้นและถูตามความยาวของไม้กระดาน
3. ถูช่วงยาวจนสุดช่วงแขน  และถูกลับไปกลับมาตามความยาวของพื้นกระดาน
4. ถูให้เสร็จเป็นด้าน ๆ ไป  โดยถูจากด้านในออกมาด้านนอก
5. ถ้าใช้ที่ถูพื้นมีด้าม  ควรเลือกใช้ที่ถูบ้านที่มีด้ามยาวพอสมควร  เพื่อช่วยให้เมื่อยน้อยลงและงานเสร็จเร็วขึ้น  และต้องใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดตามมุมและซอกต่าง ๆ  ที่ถู
เข้าไม่ถึง
6. ระหว่างที่ถูพื้นอยู่ต้องหมั่นซักผ้าและเปลี่ยนน้ำ  เมื่อเห็นว่าสกปรกมากแล้ว
4. ห้องน้ำห้องส้วม
ก. ห้องน้ำและห้องส้วม  ต้องหมั่นทำความสะอาดทันที  โดยการราดน้ำหลังจากใช้แล้วทุกครั้ง  เพื่อไม่ให้คราบสกปรกติดอยู่
ข. พื้นห้องน้ำถ้าเป็นพื้นซีเมนต์  หรือกระเบื้องโมเสกต้องใช้แปรงขัดพื้นและใช้น้ำยาหรือผงขัดตามคำแนะนำวิธีใช้ของแต่ละชนิด
ค. โถส้วม     ใช้แปรงสำหรับขัดโถส้วม  ร่วมกับน้ำยาหรือผงขัดโดยใช้คำแนะนำและวิธีใช้ของน้ำยาหรือผงขัดแต่ละชนิด
1. การกวาดเพดาน
1.  ใช้ผ้าปิดจมูกกันฝุ่น  และคลุมผมเพื่อมิให้ผงที่ร่วงลงมาทำให้ผมสกปรก
2.  ใช้ผ้าหรือกระดาษหนังสือพิมพ์คลุมของข้างล่างก่อน
3.   กวาดหยากไย่และใยแมงมุมออกจากเพดานให้สะอาด
4.   ดึงผงหรือเคาะผงจากไม้กวาดลงใส่ถังขยะให้หมด
5.   ใช้ไม้กวาดด้ามยาวกวาด  ตามปกติทำจากเสี้ยนตาลกวาด  การกวาดควรกวาดไปทางเดียวกัน
6.   นำไม้กวาดไปเก็บที่
2. ทำความสะอาดฝาบ้าน
1.  ใช้ผ้าปิดจมูกและคลุมผม
2.  ใช้ผ้าหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ปิดของข้างล่างก่อน
3.  ใช้ไม้กวาดด้ามยาวกวาดที่สูงๆ ถ้าที่ต่ำๆใช้ไม้กวาดก้านมะพร้าวอ่อนๆ ก็ได้
4.  ถ้าจะให้สะอาดยิ่งขึ้นก็ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ แล้วถูให้ทั่ว
5.  ถ้าเป็นฝาคอนกรีต  ใช้น้ำผสมลงซักฟอกล้างให้สะอาด
6.  เคาะฝุ่นออกจากไม้กวาดลงถังขยะให้หมด
7.  นำผ้าหรือหนังสือพิมพ์ออกไปสลัดผงลงถังขยะให้สะอาด  แล้วเก็บผ้าหรือหนังสือพิมพ์เข้าที่
8.  นำไม้กวาดไปเก็บที่
3. การทำความสะอาดเครื่องตกแต่งบ้านและสิ่งที่มีอยู่เหนือพื้น
1. ใช้ไม้กวาดขนไก่ปัดหรือใช้ผ้าสะอาดเช็ดฝุ่น  ตามชั้น  ตู้  โต๊ะ  เก้าอี้  ประตู หน้าต่าง  ลูกกรง
2.  เช็ดหรือบัดฝุ่นตั้งแต่ข้างบนลงมาก่อน
3.  เคาะฝุ่นละอองจากไม้กวาดลงถังขยะ  ถ้าใช้ผ้าก็นำผ้าไปซักให้สะอาดแล้วตากให้แห้ง
4.  ถ้าใช้ไม้กวาด  เมื่อกวาดเสร็จแล้วควรใช้ผ้าสะอาดเช็ดอีกครั้ง
4. การทำความสะอาดพื้นไม้
1.  กวาดจากใต้ตู้  ใต้ชั้น  ใต้โต๊ะ ฯลฯ  ออกมาก่อน
2.  เก็บของที่อยู่บนพื้นเข้าที่ให้เรียบร้อย
3.  กวาดผงทั้งหมดมากองรวมกัน
4.  ใช้กระดาษแข็งหรือที่ตักผงตักผงที่กองไว้ไปทิ้งถังผง
5.  ใช้ไม้กวาดดอกหญ้ากวาดพื้นให้สะอาด  ไม่ตวัดปลายไม้กวาดเพราะจะทำให้ฝุ่นกระจาย
6.  ใช้ผ้าขี้ริ้วซักน้ำให้สะอาด  บิดพอหมาดๆ  นั่งยองๆ  เช็ดหรือถูพื้น  การถู ควรถูไปทางเดียวกันและควรถูจากข้างในมาก่อนเพื่อจะได้ไม่เหยียบพื้นที่ถูแล้ว
7.  จะใช้ใบตองแห้งหรือกาบมะพร้าวนิ่มๆ  ขัดถูให้ขึ้นเงาด้วยก็ได้
5. ทำความสะอาดพื้นซีเมนต์หรือหินขัด
1.  กวาดด้วยไม้กวาดดอกหญ้าให้สะอาด
2.  ใช้น้ำผสมผงซักฟอกราดให้ทั่ว
3.  ใช้แปรงลวดหรือแปรงไม้ขัด
4.  ล้างน้ำให้สะอาด
5.  ทำความสะอาดแปรง  และแขวนให้แห้ง
6.  ใช้ไม้กวาดก้านมะพร้าวกวาดน้ำให้สะอาด
7.  ถ้าพื้นนี้ใช้เป็นที่นั่งหรือนอนควรถูด้วยผ้าที่ซักสะอาดและบิดพอหมาด
8.  นำแปรงหรือเครื่องมืออื่นๆ  ( เช่น  ผ้าที่ใช้ถู ฯลฯ )  ไปเก็บที่
6. การทำความสะอาดบริเวณบ้าน
1.  ตัดแต่งต้นไม้ในบริเวณบ้าน
2.  ตกแต่งรั้ว  ถ้าเป็นรั้วต้นไม้ก็ตัดและตกแต่งให้เข้ารูป  ถ้าเป็นรั้ววัสดุก็ทำความสะอาด  ซ่อมแซม  หรือเข็ดถู ฯลฯ  ให้เรียบร้อย
3. กวาดขยะชิ้นใหญ่ๆ มารวมกันด้วยไม้กวาดไม้ไผ่
4.  กวาดพื้นด้วยไม้กวาดก้านมะพร้าว
5.  ขยะที่จะเผาก็ให้นำไปเผา  ขยะที่เผาไม่ได้ก็ขุดหลุมฝั่ง
6.  ปรับพื้นที่ให้เรียบเสมอกัน  คือ  ถ้ามีหลุมหรือบ่อ  ก็หาดิน  ทราย  ฯลฯ มาถมให้เรียบร้อย
7.  ทำความสะอาดไม้กวาดและเครื่องใช้
8.  นำเครื่องใช้เก็บที่

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำความสะอาดบ้าน

1. ไม้กวาด
1.1 ไม้กวาดดอกหญ้า  คือไม้กวาดที่ทำจากดอกหญ้ามัดเข้าด้วยกัน  เป็นรูปแฉกมีด้ามจับ  ยาวพอสมควร
ประโยชน์ -  ใช้กวาดผงเล็กๆ ตลอดจนฝุ่นละอองบนพื้นบ้านที่แห้ง
การเลือกซื้อ -  ดอกหญ้ามัดติดกันแน่น  ด้ามเรียบไม่ขรุขระดอกหญ้าที่เป็นตัวไม้กวาดควรอ่อนนุ่ม
การเก็บรักษา -  เจาะปลายด้ามไม้กวาดเป็นรูร้อยด้วยเชือก  ควรตากแดดให้แห้งถ้าเปียกชื้นและเก็บไว้ในที่หยิบใช้สะดวก
1.2 ไม้กวาดแข็ง    -  ทำจากพืชหลายอย่าง    เช่น   ทางมะพร้าว  ไม้ไผ่  และต้นพืชบางชนิด
ก.   ไม้กวาดทางมะพร้าว  ทำจากก้านของใบมะพร้าว
ประโยชน์ -  ใช้กวาดเศษผงชิ้นใหญ่  ใช้กวาดน้ำบนพื้นบ้าน
การเลือกซื้อ -  เลือกอันที่มัดแน่นและด้ามยาวพอสมควร
การเก็บรักษา -  ต้องผึ่งให้แห้งหลังจากใช้แล้ว
ข. ไม้กวาดไม้ไผ่  - ไม้กวาดชนิดนี้ทำจากไม้ไผ่  มีด้ามยาวพอสมควรตัวไม้กวาดทำเป็นซี่ปลายโค้งเล็กน้อย  หรือทำเป็นแผง
ประโยชน์ ใช้กวาดเศษกระดาษชิ้นใหญ่  ใบไม้  หน้าหรือสิ่งอื่นๆ  ในบริเวณสนามหญ้า  ไม้กวาดชนิดเป็นแผง  ใช้กวาดบริเวณที่เป็นพื้นแข็ง  เช่น พื้นซีเมนต์หรือหินขัด
การเก็บรักษา เก็บไว้ในที่แห้ง  และวางลักษณะตั้งหรือนอนราบก็ได้
ค.  ไม้กวาดขนไก่  ทำด้วยขนไก่ผูกติดกันเป็นผู้ยาว
ประโยชน์ ใช้ปัดฝุ่นตามเครื่องเรือนและกระจก
การเก็บรักษา เมื่อใช้แล้วควรแขวนไว้ในที่แห้ง
การเลือกซื้อ เลือกอันที่มีขนหนาและแน่น
2. แปรงชนิดต่างๆ    แปรงที่ใช้ทำความสะอาดบ้าน    ได้แก่   แปรงขัดพื้น แปรงขัดโถส้วม
2.1 แปรงขัดพื้น  ทำจากวัสดุต่างชนิดกัน  เข่น ลวด เสี้ยนตาลและพลาสติก ผู้ผลิตได้ทำให้มีขนาดและรูปร่างต่าง ๆ กัน   ได้แก่ รูปวงรีบ้าง   สีเหลี่ยมบ้าง  บางชนิดมีด้าม บางชนิดไม่มีด้าม
ประโยชน์
ก. แปรงซึ่งทำจากวัสดุต่างชนิดกันนั้นใช้ขัดพื้นบ้าน  ทั้งพื้นไม้และพื้นซีเมนต์ถ้าใช้น้ำยาหรือผงขัดจะทำให้บริเวณที่ขัดนั้นสะอาดเร็วขึ้น
ข. แปรงลวด  ขัดพื้นซีเมนต์ได้สะอาด  เสร็จเร็วกว่าแปรงที่ทำด้วยวัสดุอื่น
ค. แปรงที่ทำด้วยเสี้ยนตาล  ใช้ประโยชน์ไดมากกว่าแปรงลวด  คือ แยกจากใช้ขัดพื้นบ้านแล้วยังใช้ขัดล้างสิ่งอื่นๆ ได้อีก  เช่น  ล้างตุ่มน้ำ  ถัง  หรือภาชนะอื่นๆ
ง. แปรงมีด้ามยาวพอสมควร  จะช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น  เพราะขัดได้ช่วงยาว
การเลือกซื้อ เลือกอันที่ขนแปรงหนาและแน่นแข็งแรง
การเก็บรักษา เมื่อใช้แล้วตากให้แห้ง  และเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย
2.2 แปรงขัดโถส้วม  แปรงชนิดนี้ทำด้วยพลาสติกหรือเสี้ยนตาล
ประโยชน์ ใช้ทำความสะอาดโถส้วม
การเลือกซื้อ เลือกแปรงชนิดที่มีตัวแปรงมีความโค้งเล็กน้อย  และมีขน
แปรงหนาและแน่นแข็งแรง
การเก็บรักษา หลังจากใช้แล้วควรผึ่งให้แห้ง  แล้วแขวนเก็บไว้ใกล้โถส้วม
3. อุปกรณ์ในการเช็ดถูบ้าน  ได้แก่
3.1 ผ้า  ซึ่งเราเรียกกันว่า    ผ้าขี้ริ้ว    ควรเลือกผ้าเนื้อนุ่มเพราะซับน้ำได้ดี      กว่า  โดยทั่วไปมักใช้ผ้าขนหนู  ไดแก่  ผ้าเช็ดตัวหรือเสื้อผ้าเก่าที่ไม่                              ใช้แล้ว
3.2 ที่ถูบ้านชนิดมีด้าม     จะช่วยให้การถูบ้านเสร็จเร็วและเหน็ดเหนื่อยน้อยกว่าการนั่งถูด้วยผ้าขี้ริ้ว    วัสดุที่ใช้ทำที่ถูบ้านชนิดนี้  มีทั้งชนิดที่ใช้ถูเปียกและถูแห้ง   ประเภท
ถูเปียกมักทำด้วยฟองน้ำ ผ้ากระสอบหรือผ้าหนา ๆ ส่วนประเภทถูแห้งมักทำด้วยเส้นด้าย
4. น้ำยาและผงขัดล้าง น้ำยาและผงขัดล้างที่ใช้ในการทำความสะอาดบ้านมีหลายชนิดแต่ละชนิดมีวิธีการใช้แตกต่างกันผู้ใช้ต้องใช้ตามคำอธิบายที่เขียนไว้ข้างขวดหรือข้างกล่อง

บทบาทและหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัว

สมาชิกในครอบครัวแต่ละคนมีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกันออกไป ครอบครัวจะมีควานมสุขถ้าบุคคลในครอบครัวรู้บทบาทและปฏิบัติหน้าที่ของตน  ดังนี้
บทบาทและหน้าที่ของบิดามารดา
บิดามารดาเป็นบุคคลที่สำคัญของบ้าน  ซึ่งส่วนใหญ่บิดาจะทำหน้าที่เป็นผู้นำของครอบครัวหรือหัวหน้าครอบครัว เป็นที่พึ่งพาของสมาชิกในครอบครัว โดยทั่วไป บิดามารดามีบทบาทและหน้าที่ ดังนี้
1. ประกอบอาชีพเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย
2. รับผิดชอบเลี้ยงดูบุตรหรือบุคคลในครอบครัวให้กินอยู่อย่างมีความสุข
3. ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เช่น ไม่ทะเลาะวิวาท ไม่ระบายอารมณ์กับบุตร ไม่นินทาให้ร้ายผู้อื่น ไม่เล่นการพนัน ไม่เสพสิ่งเสพติดและของมึนเมาทั้งหลาย เป็นต้น
4. ให้การอบรมบุตรหลานหรือบุคคลในครอบครัว ทั้งด้านจริยธรรม คุณธรรม เพื่อการเป็นคนดีในสังคม เช่น รู้จักคุณค่าของการประหยัด อดทน และปกิบัติตามหลักธรรมทางศาสนา เป็นต้น
5. ให้ความปลอดภัยแก่บุตรและบุคคลในครอบครัว  เช่น  ดูแลรักษาเมื่อบุตรเจ็บป่วย ให้ที่อยู่อาศัย ให้เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น
6. ดูแลเอาใจใส่ให้ความรักความอบอุ่น  มีเมตรตา ไม่ใช้วาจาหยาบคาย ข่มขู่ ให้เกิดความหวาดกลัว หรืออับอายผู้อื่น รวมทั้งซักถาม และให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาต่างๆ
7. ให้การศึกษาต่อบุตร  เพื่อให้บุตรมีความรู้อันเป็นรากฐานถึงความมั่นคงในชีวิต
8. ปกครองดูแลบุตรด้วยความยุติธรรม  ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เช่น ไม่ลำเอียงเข้าข้างบุตรคนใดคนหนึ่ง
9. ส่งเสริมสุขภาพจิตและสุขภาพกาย  เช่น  ให้รู้จักเลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพักผ่อนอย่างเพียงพอ
บทบาทและหน้าที่ของบุตร
บุตรเป็นแก้วตาดวงใจและเป็นความหวังของพ่อแม่ที่จะพึ่งพาอาศัยในยามเจ็บป่วย และแก่ชรา โดยปกติพ่อแม่ทุกคนอยากให้บุตรของตนเองมีความสุข มีอนาคตที่ดี ดังนั้นบุตรควรปฏิบัติตน ดังนี้
1. ให้การเคารพและเชื่อฟังบิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ในบ้านทุกคน  มีสัมมาคารวะ มีมารยาทในการพูด ไม่แสดงกิริยาหยาบกระด้างต่อผู้อาวุโสและต่อบุคคลในครอบครัว
2. ช่วยเหลือการงานเท่าที่จะทำได้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงานในครอบครัว  เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน เลี้ยงน้อง เป็นต้น
3. มีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาหาความรู้  เพื่อความมั่นคงในอนาคต
4. ปฏิบัติตนเป็นคนมีระเบียบวินัย  ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือไม่สร้างความเสื่อมเสียให้ครอบครัว เช่น ไม่ลักขโมย ไมเที่ยวกลางคืน ไม่มั่วสุมกับเพื่อยต่างเพศและเสพยาเสพติด แต่งกายสุภาพตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เป็นต้น
5. มีความกตัญญู  รู้จักช่วยเหลือพ่อแม่หรือบุคลอื่นในครอบครัว เช่น ดูแลเมื่อเจ็บป่วย หรือรับใช้ผู้อาวุดสในบ้านซึ่งเป็นผู้มีพระคุณแก่เรา
6. ช่วยเหลือครอบครัวในด้านเศรษฐกิจ โดยไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยช่วยประหยัดหรือช่วยเพิ่มรายได้ เช่น ปลูกผักเพื่อประกอบอาหารในครอบครัว หรือจำหน่ายของขวัญในเทศกาลปีใหม่  เป็นต้น

ความหมายและความสำคัญของครอบครัว

ครอบครัว  หมายถึง  สถาบันสังคมที่ประกอบด้วยสามี  ภรรยา  และบุตร นับเป็นสถาบันที่เล็กที่สุดในสังคม ครอบครัวไทยส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นครอบครัวขยาย มีสมาชิกอยู่ร่วมกันหลายคนได้แก่ พ่อ แม่ ลูก ญาติพี่น้อง และบางครอบครัวมีคนทำงานบ้านด้วย สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญ กล่าวคือ หัวหน้าครอบครัว คือ พ่อบ้านแม่บ้านจะต้องมีหลักในการปกครองดูแลคนในบ้านให้อยู่ร่วมกันได้ คอยอบรมสั่งสอนสมาชิกทุกคนให้รู้จักบทบาทหน้าที่ของตน มีความซื่อสัตย์ รู้จักเสียสละ มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติต่อกันด้วยความเหมาะสม มีความเอื้อเฟื้อเอื้ออาทรต่อกันมีความรักใคร่ปรองดองซึ่งกันและกัน ดูแลช่วยเหลือให้บริการซึ่งกันและกันตามควรแก่ฐานะ ทุกคนในบ้านก็จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตามสภาพสังคมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
บุคคลในครอบครัว
ครอบครัวไทยมักจะมีสมาชิกอยู่ร่วมกันหลายคน มีทั้งสมาชิกที่เป็นเจ้าของบ้าน และผู้ที่อยู่อาศัยดังนี้
1. พ่อและแม่  เป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในบ้าน และเป็นหัวหน้าครอบครัว มีหน้าที่ดูแลกิจการทุกอย่างภายในบ้านพ่อจะเป็นคนหารายได้มาสู่ครอบครัว แม่จะควบคุมค่าใช้จ่ายในบ้านคอยดูแลอบรมเลี้ยงดูลูกๆ ให้เป็นคนดี ซึ่งในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันแม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินรายได้มาช่วยเหลือครอบครัวอีกแรงหนึ่ง ดังนั้น พ่อและแม่จึงเป็นบุคคลที่สมาชิกของครอบครัวทุกคนควรยกย่อง และปฏิบัติต่อท่านอย่างเหมาะสม
2. ลูก  เป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว อาจเป็นลูกสาว หรือลูกชาย มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติและรับผิดชอบต่อครอบครัว เช่น ปฏิบัตตนเป็นลูกที่ดี  ช่วยทำงานบ้าน  ดูแลช่วยเหลือและบริการบุคคลในครอบครัว  เป็นต้น
3. พี่หรือน้อง  หมายถึง  บุคคลที่เกิดในครอบครัวที่มีลูกหลายคน เกิดเรียงลำดับกัน ผู้ที่เกิดก่อนเรียก  พี่  ผู้ที่เกิดหลังเรียก  น้อง  ต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกเหมือนกัน
4. ญาติ  คือบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องผูกพันกันทางสายโลหิต   เช่น ลุง ป้า น้า อา หรือปู่ ย่า ตา ยาย ที่เข้ามาร่วมอาศัยอยู่ด้วยกันในครัวเรือนเดียวกันบุคคลเหล่านี้นับเป็นญาติสนิทที่ควรได้รับการบริการหรือช่วยเหลือด้านต่างๆ อย่างดี และสามารถดูแลให้คำแนะนำสั่งสอนเราได้
5. คนอื่นๆ  หมายถึง  ผู้ที่อยู่นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น เช่น เพื่อน คนสวน คนรับใช้ เป็นต้น  ทั้งที่มาอาศัยอยู่ในบ้านแบบชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม ควรช่วยเหลือดูแล และบริการเป็นธุระช่วยอำนวยความสะดวกให้ด้วยความเต็มใจตามความเหมาะสม

Copyright(c) 2010 www.arlida.net. All rights reserved.
w_arlida@hotmail.com

Free Web Hit Counters